เสื้อชูชีพ (LIFE JACKET PFD) เลือกอย่างไรให้ปลอดภัยและเหมาะสมกับคุณ August 01 2025 , by Customer Support, 5 min reading time
เลือกเสื้อชูชีพให้ถูกประเภทเพื่อความปลอดภัยสูงสุดบนผืนน้ำ! ทำความเข้าใจความแตกต่างของเสื้อชูชีพแบบโฟม แบบพองลม (อัตโนมัติ/แมนนวล) ค่าแรงลอยตัว (50N, 100N, 150N, 275N) และมาตรฐานสากล (ISO, SOLAS) รวมถึงกลไกสำคัญอย่าง Yellow Water-Soluble Bobbin และแผ่นสะท้อนแสง 3M SOLAS Approved Reflector เพื่อให้คุณเลือกเสื้อชูชีพที่ใช่และปลอดภัยที่สุดสำหรับทุกกิจกรรมทางน้ำ
คุณเคยสงสัยไหมว่า เสื้อชูชีพสีส้มที่เราคุ้นเคยกันนานนั้นจริงๆ แล้วมีกี่ประเภท และแต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไร?
ในโลกของการเดินเรือและกิจกรรมทางน้ำที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เสื้อชูชีพ หรือที่เราเรียกว่า Personal Flotation Device (PFD) ก็ได้วิวัฒนาการไปไกลกว่าแค่เสื้อโฟมแบบเดิมๆ เพื่อให้คุณเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัยที่สุด มาทำความเข้าใจไปพร้อมกันในบทความนี้
ความสำคัญของเสื้อชูชีพ: ทำไมต้องใส่?
"เสื้อชูชีพที่ดีที่สุด คือเสื้อที่คุณจะใส่" คำกล่าวนี้เป็นความจริงที่สำคัญที่สุด เพราะไม่ว่าเสื้อชูชีพของคุณจะดีแค่ไหน ก็ไร้ประโยชน์หากไม่ได้สวมใส่เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน การสวมเสื้อชูชีพช่วยพยุงร่างกายของคุณไว้เหนือน้ำ ช่วยกระจายน้ำหนัก และที่สำคัญที่สุดคือช่วยให้ศีรษะและปากของคุณพ้นน้ำ ป้องกันการจมน้ำ แม้ในยามที่คุณหมดสติ
ประเภทของเสื้อชูชีพ: รู้จักความแตกต่างเพื่อการใช้งานที่ใช่
เสื้อชูชีพสามารถแบ่งออกเป็นประเภทหลักๆ ได้ตามวัสดุและกลไกการทำงาน ดังนี้
1. เสื้อชูชีพแบบโฟม (Inherently Buoyant / Foam Life Jackets): ตัวช่วยพื้นฐานที่เชื่อถือได้
เป็นเสื้อชูชีพแบบดั้งเดิมที่ใช้โฟมเป็นวัสดุหลักในการสร้างการลอยตัว ข้อดีคือมีความทนทาน ใช้งานง่าย ไม่ต้องบำรุงรักษาซับซ้อน และให้การลอยตัวทันทีที่สวมใส่ มีหลายประเภทตามระดับการลอยตัว:
Type II (เสื้อพยุงตัวทั่วไป): มักเป็นเสื้อโฟมสีส้มที่พบเห็นได้บ่อยที่สุด ให้การลอยตัวขั้นต่ำสำหรับผู้ใหญ่ ไม่น้อยกว่า 7 กิโลกรัม และสำหรับเด็ก ไม่น้อยกว่า 5 กิโลกรัม เหมาะสำหรับการใช้งานในบริเวณใกล้ชายฝั่ง หรือในสถานการณ์ที่คาดว่าจะมีการช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว แม้จะไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อพลิกตัวผู้หมดสติให้หงายหน้าขึ้นโดยอัตโนมัติ
Type I (เสื้อชูชีพเพื่อการพาณิชย์): มีการลอยตัวสูงกว่า Type II โดยผู้ใหญ่จะได้รับแรงลอยตัวอย่างน้อย 10 กิโลกรัม เด็ก ไม่น้อยกว่า 5 กิโลกรัม และทารก ไม่น้อยกว่า 3 กิโลกรัม มักใช้ในเรือพาณิชย์หรือเรือโดยสารขนาดใหญ่ ถูกออกแบบมาให้พลิกตัวผู้สวมใส่ที่หมดสติให้หงายหน้าขึ้นได้
Type III (เสื้อชูชีพสำหรับกิจกรรมเฉพาะทาง): ออกแบบมาเพื่อความสบายและอิสระในการเคลื่อนไหว เหมาะสำหรับกิจกรรมทางน้ำ เช่น พายเรือคายัค ตกปลา หรือเล่นสกีน้ำ ให้การลอยตัวต่อเนื่อง และมักมีดีไซน์ที่โอบรับสรีระได้ดีขึ้น
ข้อจำกัดของเสื้อโฟม: อาจจะค่อนข้างเทอะทะ ไม่เหมาะกับการสวมใส่เป็นเวลานาน หรือในกิจกรรมที่ต้องการความคล่องตัวสูง
2. เสื้อชูชีพแบบพองลม (Inflatable Life Jackets & PFDs): ความก้าวหน้าเพื่อความสบายและคล่องตัว
เสื้อชูชีพประเภทนี้ไม่มีโฟม แต่ใช้ถุงลมที่สามารถพองตัวได้ด้วยก๊าซ CO2 จึงมีขนาดเล็กกะทัดรัด สวมใส่สบาย ทำให้ผู้ใช้อยากสวมใส่ตลอดเวลา ข้อเสียคือต้องมีการบำรุงรักษาและเปลี่ยนกระบอก CO2 หลังจากใช้งาน
ดูเสื้อชูชีพแบบพองลมได้ที่นี่
กลไกการพองลมแบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก:
Manual (แบบแมนนวล): ผู้สวมใส่ต้องดึงสายเพื่อปล่อยก๊าซ CO2 ด้วยตัวเอง
Automatic (แบบอัตโนมัติ): มีกลไกที่ละลายน้ำได้ เมื่อสัมผัสกับน้ำจะสั่งให้ CO2 พองตัวขึ้นอัตโนมัติ รุ่นใหม่ๆ มีการพัฒนาให้ไม่ไวต่อความชื้นมากเกินไป และยังมีสายดึงแบบแมนนวลให้ใช้งานได้ด้วย ระบบนี้มักใช้ "Yellow Water-Soluble Bobbin" (บ็อบบินที่ละลายน้ำได้สีเหลือง) ตามมาตรฐาน Halkey Robert Bobbin V80040 หรือรุ่นเทียบเท่า ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นเซ็นเซอร์ เมื่อบ็อบบินนี้สัมผัสกับน้ำและละลายไป กลไกจะทำงานและปล่อยก๊าซ CO2 ออกมาเพื่อพองลมเสื้อชูชีพทันที ตัวอย่างเช่น เสื้อชูชีพ EYSON YSH701 ที่มาพร้อมระบบพองลมอัตโนมัติภายใน 5 วินาทีเมื่อสัมผัสกับน้ำ และมีชุดกลไกการพองลมที่จดสิทธิบัตรโดย EYSON
Hydrostatic (แบบไฮโดรสแตติก): เป็นแบบอัตโนมัติที่ทันสมัยกว่า ใช้แรงดันน้ำในการกระตุ้น CO2 จะทำงานเมื่อส่วนที่กระตุ้นจมลงไปในน้ำประมาณ 4 นิ้ว ทำให้ไม่ทำงานโดยไม่ตั้งใจจากฝนหรือน้ำกระเซ็น เหมาะสำหรับผู้ที่ออกเรือในสภาพอากาศแปรปรวน หรือเดินทางไกลออกไปจากฝั่ง
ข้อควรพิจารณาเมื่อเลือกเสื้อชูชีพแบบพองลม:
ระยะทางจากฝั่งและสภาพอากาศ: หากออกเรือไกลจากฝั่งหรือในสภาพอากาศที่คาดเดาไม่ได้ ควรเลือกแบบที่มีแรงลอยตัวสูงและระบบ Hydrostatic
ประเภทกิจกรรม: หากตกปลา อาจต้องการแบบที่เพรียวบางไม่เกะกะ หรือหากแล่นเรือ อาจต้องการแบบที่มีสายรัดเป้า (crotch straps) และอาจมีสายรัดแบบ Harness ในตัว
การบำรุงรักษา: ต้องตรวจสอบกระบอก CO2 และชุด Rearm Kit (ชุดเปลี่ยนกระบอกก๊าซ) เป็นประจำ และเปลี่ยนใหม่เมื่อมีการใช้งาน
ตัวอย่างเสื้อชูชีพพองลมอัตโนมัติ: EYSON YSH701
เพื่อทำความเข้าใจการทำงานของเสื้อชูชีพแบบพองลมอัตโนมัติให้ชัดเจนขึ้น ลองดูคุณสมบัติของ EYSON YSH701 ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของเสื้อชูชีพสมัยใหม่:
ระบบพองลมประสิทธิภาพสูง: ทำงานอัตโนมัติภายใน 5 วินาทีเมื่อสัมผัสกับน้ำ หรือจะเลือกพองลมด้วยมือโดยการกระตุกเชือกก็ได้
แรงลอยตัว 150 Newtons: มาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง และใช้ถังแก๊ส CO2 ขนาด 33g
ช่วยพลิกตัวผู้หมดสติ: ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อให้ผู้สวมใส่แม้จะอยู่ในสภาพหมดสติก็สามารถพลิกตัวและหงายหน้าขึ้น โดยที่ปากและจมูกอยู่เหนือระดับน้ำ 30−45 องศา และมีระยะห่างจากปากถึงระดับน้ำ ≥120mm เสริมความมั่นใจและรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันได้อย่างปลอดภัย
ความเร็วในการพองลม: รวดเร็วเพียง ≤5 วินาที
ความสบายและมองเห็นสูง: คอเสื้อบุด้วย Neoprene นุ่มสบาย และที่สำคัญยิ่งคือ การติดตั้งแผ่นสะท้อนแสง 3M SOLAS Approved Reflector ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ช่วยเพิ่มการมองเห็นของผู้สวมใส่ในสภาวะแสงน้อยหรือในเวลากลางคืนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อความปลอดภัยในการค้นหาและกู้ภัย
3. กระเป๋าคาดเอวห่วงยางชูชีพ (Waist Life Jacket): ทางเลือกสำหรับความคล่องตัวและพกพาสะดวก
เป็นอุปกรณ์ชูชีพที่มีขนาดกะทัดรัดและทันสมัยในรูปแบบกระเป๋าคาดเอว เป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่ต้องการพกพาอุปกรณ์ชูชีพติดตัวได้อย่างไม่รู้สึกอึดอัดหรือเป็นจุดสนใจ คุณสามารถใช้งานได้ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปทำงาน การท่องเที่ยว หรือกิจกรรมทางน้ำต่างๆ
ตัวอย่างกระเป๋าคาดเอวห่วงยางชูชีพ: EYSON CCS602
การออกแบบที่กะทัดรัด: มาในรูปแบบกระเป๋าคาดเอวที่ทันสมัยและน้ำหนักเบา
ระบบพองลมประสิทธิภาพสูง: เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ห่วงยางจะพองตัวและช่วยพยุงคุณให้ลอยเหนือน้ำได้อย่างทันท่วงที
แรงลอยตัว 110 Newtons: แรงลอยตัวสูงสุดที่เพียงพอต่อการพยุงตัวในน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ถังแก๊ส CO2 ขนาด 24g
รองรับน้ำหนักตัวสูงสุด 110 Kgs.: ตามมาตรฐานการทดสอบและรับรอง
ความเร็วในการพองลม: รวดเร็วเพียง ≤5 วินาที คุณจึงมั่นใจได้ถึงการตอบสนองที่รวดเร็วในยามฉุกเฉิน
การมองเห็นสูง: ติดตั้งแผ่นสะท้อนแสง 3M SOLAS Approved Reflector 2 จุด เพื่อเพิ่มการมองเห็นในสภาพแสงน้อย
4. เสื้อชูชีพแบบไฮบริด (Hybrid Personal Flotation Devices): รวมข้อดีของทั้งสองแบบ
เป็นเสื้อชูชีพที่รวมข้อดีของเสื้อโฟมและเสื้อพองลมเข้าไว้ด้วยกัน โดยมีโฟมให้การลอยตัวพื้นฐาน และมีกระบอก CO2 เสริมที่สามารถพองลมเพิ่มแรงลอยตัวได้เมื่อต้องการ เหมาะสำหรับกิจกรรมที่ต้องการความคล่องตัวแต่ก็ต้องการการพยุงตัวตลอดเวลา เช่น พายเรือคายัค หรือแพดเดิลบอร์ด
ความสำคัญของค่าแรงลอยตัว (Newton): เลือกให้เหมาะกับสถานการณ์
ค่าแรงลอยตัวของเสื้อชูชีพถูกวัดเป็นหน่วยนิวตัน (N) ซึ่งเป็นตัวกำหนดระดับการใช้งานและความปลอดภัย:
มาตรฐานสากลและความปลอดภัยในการใช้งาน
เมื่อเลือกซื้อเสื้อชูชีพ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าเสื้อชูชีพนั้นได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะรับประกันถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการใช้งาน มาตรฐานที่สำคัญและมักพบเห็นได้บ่อย ได้แก่:
มาตรฐานกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม
แรงลอยตัว (Buoyancy) : เสื้อชูชีพต้องสามารถพยุงตัวผู้สวมใส่ให้ปากอยู่เหนือน้ำได้ สำหรับผู้ใหญ่ (70 กก. ขึ้นไป) ต้องมีแรงลอยตัวไม่น้อยกว่า 100 นิวตัน (ระดับ 100N) ส่วนสำหรับเด็ก มีเกณฑ์ตามช่วงน้ำหนัก
ความสามารถในการพลิกตัว (Turning Capacity) : เป็นสิ่งสำคัญสำหรับกรณีที่ผู้ประสบภัยหมดสติ เสื้อชูชีพจะต้องสามารถพลิกตัวผู้สวมใส่ให้หงายหน้าขึ้นเหนือผิวน้ำ เพื่อป้องกันการจมน้ำ
สีของเสื้อชูชีพ (Colour) : กำหนดให้เป็นสีที่เห็นได้ชัดเจน เช่น สีส้มหรือสีส้มแดงเท่านั้น เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหาและกู้ภัย
แถบสะท้อนแสง (Retroreflective Tape) : ต้องมีพื้นที่รวมกันไม่น้อยกว่า 100 ตารางเซนติเมตร และต้องผ่านมาตรฐานสากล เพื่อช่วยในการค้นหาตอนกลางคืน
นกหวีด (Whistle) : ต้องมีนกหวีดที่มีความดังมากกว่า 100 เดซิเบล และใช้งานได้แม้ขณะเปียกน้ำ โดยผูกติดกับเสื้อชูชีพอย่างแน่นหนา
ฉลากแสดงการรับรองจากกรมเจ้าท่า : เสื้อชูชีพที่ได้มาตรฐานต้องมีฉลากที่ระบุข้อมูลสำคัญ เช่น เลขที่อนุมัติ, ชื่อผู้ผลิต, รุ่น, หมายเลขผลิตภัณฑ์ และปีที่ผลิต
การมองหาฉลากรับรองจากหน่วยงานเหล่านี้บนเสื้อชูชีพที่คุณจะซื้อ จะเป็นหลักประกันว่าผลิตภัณฑ์นั้นได้ผ่านการทดสอบและได้มาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดไว้
ข้อควรรู้เพิ่มเติม:
ขนาด: เลือกขนาดที่กระชับพอดี ไม่หลวมจนเกินไป โดยเฉพาะสำหรับเด็ก ไม่ควรมีช่องว่างระหว่างไหล่กับเสื้อเกิน 3 นิ้ว
การดูแลรักษา: ควรตรวจสอบสภาพเสื้อชูชีพเป็นประจำ เช็คการฉีกขาด ตะเข็บ รอยรา และความสมบูรณ์ของสายรัด หัวเข็มขัด และซิป ผึ่งลมให้แห้งในที่ร่ม และเก็บในที่แห้ง อากาศถ่ายเทสะดวก
การทดสอบด้วยตัวเอง: สำหรับเสื้อโฟม สามารถทดสอบการลอยตัวได้ง่ายๆ ด้วยการลงน้ำในระดับเอวแล้วยกเท้าขึ้น หากคุณต้องออกแรงพยุงตัว แสดงว่าโฟมอาจเสื่อมสภาพแล้ว
อย่าใช้แทนอุปกรณ์อื่น: เสื้อชูชีพไม่ใช่เบาะรองนั่ง หรือกันชนเรือ และไม่ควรพึ่งพาการใส่เสื้อชูชีพในน้ำเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เพราะสภาพลมคลื่น น้ำเย็น หรือการบาดเจ็บอาจทำให้คุณใส่ได้ยากหรือไม่สามารถใส่ได้เลย
สรุป
การเลือกเสื้อชูชีพที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ความรู้เกี่ยวกับประเภทต่างๆ แรงลอยตัว และการดูแลรักษา จะช่วยให้คุณและคนที่คุณรักปลอดภัยบนผืนน้ำ "เสื้อชูชีพทำงานได้ก็ต่อเมื่อคุณสวมใส่มัน" ดังนั้น จงสวมใส่ทุกครั้งที่คุณออกเดินทางหรือทำกิจกรรมทางน้ำ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของคุณ!
FAQs: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเสื้อชูชีพ
Q1: เสื้อชูชีพแบบพองลมของ EYSON มีอายุการใช้งานนานกี่ปี?
A1: เสื้อชูชีพแบบพองลมไม่มีวันหมดอายุที่ชัดเจน แต่ประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือจะลดลงเมื่อเวลาผ่านไป สิ่งสำคัญคือการดูแลรักษาและการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ยังอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเต็มที่
Q2: ควรตรวจเช็กเสื้อชูชีพแบบพองลมบ่อยแค่ไหน?
A2: แนะนำให้ตรวจเช็กเป็นประจำทุกปี หรือทุกครั้งก่อนใช้งาน โดยตรวจสอบสภาพทั่วไปของตัวเสื้อ ตะเข็บ รอยขาด และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการ ตรวจสอบสถานะของกระบอกแก๊ส CO2 และ ทดสอบการทำงานของระบบ ดังนี้:
ทดสอบการกักเก็บลม: แนะนำให้ใช้ช่องเป่าลมสำรอง (Oral Inflation Tube) เป่าลมเข้าไปจนเสื้อพองตัว และปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 12 ชั่วโมง หากเสื้อยังพองอยู่และไม่มีลมรั่วไหล แสดงว่าเสื้อชูชีพยังสามารถกักเก็บลมได้ปกติ จากนั้นค่อยปล่อยลมออกให้หมดก่อนจัดเก็บ
Q3: จะรู้ได้อย่างไรว่ากระบอกแก๊ส CO2 ยังใช้ได้อยู่?
A3: ตรวจสอบกระบอกแก๊ส CO2: กระบอกแก๊สจะมีตัวแสดงสถานะ (Status Indicator) อยู่ใกล้กับจุดที่กระบอกถูกติดตั้ง หากตัวแสดงสถานะเป็น สีเขียว แสดงว่ากระบอกพร้อมใช้งาน แต่ถ้าเป็น สีแดง แสดงว่ากระบอกมีการใช้งานไปแล้วหรือหลวมหลุด ควรเปลี่ยนกระบอกใหม่ทันที
Q4: เมื่อใช้เสื้อชูชีพไปแล้ว จะเติมแก๊สใหม่ได้อย่างไร?
A4: คุณสามารถซื้อชุดเติมลม (Re-arm Kit) ที่ตรงรุ่นกับเสื้อชูชีพ EYSON ของคุณมาเปลี่ยนได้ โดยในชุดจะมีกระบอกแก๊ส CO2 และชิ้นส่วนที่จำเป็นสำหรับการเปลี่ยนใหม่ ได้แก่ คลิปสีเขียว และ Yellow bobbin (แท็บเล็ตละลายน้ำ) คุณสามารถทำตามคำแนะนำในคู่มือเพื่อเปลี่ยนด้วยตัวเองได้อย่างง่ายดาย
เลือกดูชุด Re-arm Kit:
VIDEO
Q5: ควรเก็บเสื้อชูชีพแบบพองลมอย่างไรเพื่อยืดอายุการใช้งาน?
A6: ควรเก็บเสื้อชูชีพไว้ในที่แห้งและเย็น หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรงหรือความร้อนสูง และเก็บให้ห่างจากสารเคมีที่มีฤทธิ์กัดกร่อน นอกจากนี้ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าตัวเสื้อแห้งสนิทก่อนเก็บเข้าที่ เพื่อป้องกันการเกิดเชื้อราและความชื้นสะสม
ขั้นตอนการทำความสะอาดและจัดเก็บเสื้อชูชีพ
ล้างด้วยน้ำจืดทันที: หลังจากใช้งานเสร็จ โดยเฉพาะในทะเล ควรล้างเสื้อชูชีพด้วยน้ำจืดเพื่อขจัดเกลือและสิ่งสกปรกออกให้หมดจด
ใช้สบู่อ่อนๆ: ถ้ามีคราบสกปรก ให้ใช้สบู่อ่อนๆ หรือน้ำยาทำความสะอาดสำหรับเสื้อผ้าที่ไม่มีสารเคมีรุนแรง ขัดเบาๆ ด้วยแปรงขนนุ่ม
ผึ่งลมให้แห้งสนิท: นำเสื้อชูชีพไปผึ่งลมในที่ร่มจนแห้งสนิท ห้ามตากแดดโดยตรงหรือใช้เครื่องอบผ้าเด็ดขาด เพราะความร้อนจะทำให้วัสดุเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
ตรวจสอบก่อนเก็บ: เมื่อเสื้อแห้งสนิทแล้ว ให้ตรวจสอบสภาพโดยรวมอีกครั้งว่าไม่มีรอยขาดหรือความเสียหายใดๆ และตรวจสอบให้แน่ใจว่าระบบการพองลมทำงานปกติก่อนเก็บ
เก็บในที่เหมาะสม: จัดเก็บเสื้อชูชีพในที่แห้งและเย็น หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรงและความชื้น เพื่อป้องกันการเกิดราและกลิ่นอับ
Q6: อายุการเก็บรักษาของกระบอกแก๊ส CO2
A6: ผู้ผลิตส่วนใหญ่จะระบุอายุการใช้งานที่ 5 ปีนับจากวันผลิต ซึ่งเป็นคำแนะนำเพื่อให้มั่นใจในประสิทธิภาพสูงสุด
การรั่วซึม: กระบอกแก๊สที่ซีลสมบูรณ์ โอกาสที่แก๊สจะรั่วซึมเองมีน้อยมาก แต่หากมีการเก็บในสภาพที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้เกิดการรั่วซึมได้
การตรวจสอบ:
ชั่งน้ำหนัก: วิธีที่แม่นยำที่สุดคือการนำกระบอกไปชั่งเทียบกับน้ำหนักที่ระบุ หากน้ำหนักลดลงมาก อาจบ่งชี้ว่ามีการรั่วซึม
เปลี่ยนตามกำหนด: เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ควรเปลี่ยนกระบอกใหม่เมื่อครบ 5 ปี หรือหากมีการใช้งานไปแล้ว
การจัดเก็บ: ปัจจัยสำคัญที่สุดคือการจัดเก็บในที่ที่เย็นและแห้ง เพื่อยืดอายุการเก็บรักษา
Tags
100N
150N
275N
50N
CE
CO2 Cylinder
EYSON
Halkey Robert Bobbin
Hydrostatic
Inflatable Life Jacket
ISO 12402
Life Jacket
Life Jacket PFD
PFD
Safety Of Life At Sea
SOLAS
Waist Life Jacket
การเก็บรักษาของกระบอกแก๊ส CO2
ชุด Re-arm Kit
เสื้อชูชีพแบบพองลม