Emergency Gear BackpacK -> รับส่วนลด 10% ทุกยอดสั่งซื้อ 899 บาท ขึ้นไป (เฉพาะสินค้าราคาปกติ) ใส่โค้ด EGB-10% ที่หน้า Checkout

รู้ไว้ไม่เสียหาย: คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ใครๆ ก็อยากรู้

รู้ไว้ไม่เสียหาย: คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ใครๆ ก็อยากรู้

, by Customer Support, 4 min reading time

ในยุคที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์คือส่วนหนึ่งของชีวิต การทำความเข้าใจแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจึงสำคัญกว่าที่เคย บทความนี้จะตอบคำถามยอดฮิต ตั้งแต่หลักการทำงานไปจนถึงการยืดอายุการใช้งาน เพื่อให้คุณใช้แบตเตอรี่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและปลอดภัย

ในยุคที่โลกของเราต้องพึ่งพาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบพกพามากขึ้น แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนก็ยิ่งมีความสำคัญกว่าที่เคย แหล่งพลังงานอเนกประสงค์นี้เป็นหัวใจสำคัญของอุปกรณ์ตั้งแต่สมาร์ทโฟนไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้า การทำความเข้าใจการทำงานของมันจึงเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อให้เราใช้งานอุปกรณ์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานที่สุด บทความนี้รวบรวมคำถามยอดนิยมเกี่ยวกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนพร้อมคำตอบที่คุณควรรู้

1. แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนทำงานอย่างไร?

แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเป็นแบตเตอรี่แบบชาร์จซ้ำได้ที่ใช้ "ลิเธียมไอออน" เป็นตัวนำประจุหลัก ในระหว่างการชาร์จ ลิเธียมไอออนจะเคลื่อนที่จากขั้วบวก (แคโทด) ไปยังขั้วลบ (แอโนด) และถูกกักเก็บไว้ เมื่อใช้งานแบตเตอรี่ ไอออนเหล่านี้จะไหลกลับไปยังขั้วบวกอีกครั้งพร้อมกับปล่อยพลังงานไฟฟ้าออกมา

องค์ประกอบหลักของแบตเตอรี่ประกอบด้วย แอโนด (มักทำจากกราไฟต์) แคโทด (ทำจากสารประกอบลิเธียม เช่น ลิเธียมโคบอลต์ออกไซด์) และอิเล็กโทรไลต์ (สารละลายที่ช่วยให้ไอออนเคลื่อนที่ได้) การไหลเข้า-ออกของไอออนนี้สามารถเกิดขึ้นซ้ำได้หลายร้อยหรือหลายพันครั้ง ทำให้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนมีประสิทธิภาพและทนทานสูง

2. แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนมีอายุการใช้งานนานแค่ไหน?

อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น คุณภาพ การใช้งาน และสภาพแวดล้อม โดยเฉลี่ยแล้ว แบตเตอรี่ที่ดูแลอย่างเหมาะสมจะมีอายุการใช้งานประมาณ 300-500 รอบการชาร์จก่อนที่ประสิทธิภาพจะเริ่มลดลง

สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ "รอบการชาร์จ" ไม่ใช่จำนวนครั้งที่คุณเสียบชาร์จ แต่หมายถึงการที่แบตเตอรี่ถูกใช้งานจนหมดแล้วชาร์จกลับจนเต็ม หากคุณชาร์จแบตเตอรี่ที่ยังมีประจุอยู่ นั่นจะไม่นับเป็นหนึ่งรอบเต็ม เพื่อยืดอายุการใช้งาน ควรชาร์จแบตเตอรี่ให้อยู่ระหว่าง 20-80% และหลีกเลี่ยงการปล่อยให้แบตเตอรี่หมดเกลี้ยงบ่อยๆ รวมถึงควรเก็บแบตเตอรี่ไว้ในที่แห้งและเย็น

3. สามารถใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนในสภาพอากาศที่รุนแรงได้หรือไม่?

แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนสามารถทำงานได้ในอุณหภูมิที่หลากหลาย แต่ประสิทธิภาพและความปลอดภัยจะลดลงหากอยู่ในสภาพอากาศที่รุนแรง อุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดจะอยู่ระหว่าง 0°C ถึง 35°C (32°F ถึง 95°F)

  • อุณหภูมิต่ำ: ความจุและระยะเวลาการใช้งานจะลดลง เนื่องจากปฏิกิริยาเคมีภายในแบตเตอรี่ทำงานช้าลง
  • อุณหภูมิสูง: อุณหภูมิที่สูงกว่า 45°C (113°F) จะเร่งการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่ ทำให้มีอายุสั้นลงและอาจเกิดอันตรายจากภาวะ "Thermal Runaway" ซึ่งเป็นภาวะที่อุณหภูมิภายในสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและควบคุมไม่ได้ อาจทำให้แบตเตอรี่ลุกไหม้หรือระเบิดได้

หากจำเป็นต้องใช้งานในสภาพอากาศที่ร้อนหรือเย็นจัด ควรใช้อุปกรณ์ป้องกันหรือฉนวนเพื่อช่วยควบคุมอุณหภูมิ

4. อะไรที่ทำให้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเสื่อมสภาพ?

ปัจจัยหลักที่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วกว่ากำหนดได้แก่:

  • ชาร์จเกิน (Overcharging): การเสียบสายชาร์จทิ้งไว้แม้แบตเตอรี่จะเต็ม 100% แล้ว สามารถเร่งการเสื่อมสภาพและทำให้เกิดอันตรายได้
  • ปล่อยให้แบตเตอรี่หมดเกลี้ยง (Deep Discharge): การใช้งานจนแบตเตอรี่เหลือ 0% บ่อยๆ สามารถทำลายโครงสร้างภายในแบตเตอรี่ได้อย่างถาวร
  • อุณหภูมิสูง: การนำอุปกรณ์ไปตากแดดหรือใช้งานในที่ร้อนจัดจะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็ว
  • ความเสียหายทางกายภาพ: การทำแบตเตอรี่ตก กระแทก หรือบิดงอ สามารถทำให้ส่วนประกอบภายในเสียหายและนำไปสู่การทำงานผิดปกติ
  • อายุการใช้งาน: แม้จะดูแลอย่างดี แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจะค่อยๆ เสื่อมสภาพไปตามกาลเวลาและสูญเสียความจุไปเรื่อยๆ

5. แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนสามารถระเบิดได้หรือไม่?

โดยปกติแล้วแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนมีความปลอดภัยสูง แต่ก็มีข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์แบตเตอรี่ระเบิดหรือไฟไหม้เกิดขึ้นได้ โดยมักเกิดจาก "Thermal Runaway" หรือภาวะความร้อนสูงเกินที่ควบคุมไม่ได้ ซึ่งสามารถมีสาเหตุมาจาก:

  • ชาร์จเกิน: การชาร์จเกิน 100% อาจทำให้แบตเตอรี่ร้อนจัดจนเข้าสู่ภาวะ Thermal Runaway
  • ความเสียหายทางกายภาพ: การเจาะ ทุบ หรือทำลายแบตเตอรี่สามารถทำให้โครงสร้างภายในเสียหายและเกิดความร้อนสูง
  • ข้อบกพร่องจากการผลิต: ในบางกรณี อาจมีข้อบกพร่องจากการผลิตที่ทำให้แบตเตอรี่เสี่ยงต่อการเกิด Thermal Runaway ได้ง่าย

6. สามารถเสียบชาร์จแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนทิ้งไว้ข้ามคืนได้หรือไม่?

แม้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนส่วนใหญ่จะได้รับการออกแบบให้หยุดชาร์จเมื่อเต็ม 100% แล้ว แต่การเสียบสายชาร์จทิ้งไว้เป็นเวลานานก็ยังคงสร้างความเครียดให้กับแบตเตอรี่ได้ กระแสไฟที่ไหลเข้าเพียงเล็กน้อยอย่างต่อเนื่องสามารถเร่งการเสื่อมสภาพของส่วนประกอบภายในได้

ทางที่ดีที่สุดคือควรถอดปลั๊กเมื่อแบตเตอรี่เต็ม หากคุณจำเป็นต้องเสียบชาร์จทิ้งไว้ ควรใช้ที่ชาร์จอัจฉริยะ (Smart Charger) ที่สามารถตัดการจ่ายไฟได้เมื่อแบตเตอรี่เต็ม

 

 

7. แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนใช้เวลาชาร์จนานแค่ไหน?

เวลาในการชาร์จขึ้นอยู่กับความจุของแบตเตอรี่ กำลังไฟของที่ชาร์จ และระบบจัดการพลังงานของอุปกรณ์ โดยส่วนใหญ่แล้ว แบตเตอรี่จะชาร์จจาก 0% ถึง 80% ได้ในเวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง ส่วนที่เหลืออีก 20% จะใช้เวลาเพิ่มเติมอีก 1-2 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีชาร์จเร็วในปัจจุบันอาจทำให้แบตเตอรี่เต็มในเวลาเพียง 30-45 นาที

การใช้ที่ชาร์จที่มีกำลังไฟสูงขึ้น (เช่น 30W แทน 5W) จะช่วยลดเวลาในการชาร์จได้อย่างมาก แต่ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าอุปกรณ์และที่ชาร์จนั้นรองรับกันเพื่อป้องกันความเสียหาย

8. จะยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนได้อย่างไร?

การดูแลรักษาที่เหมาะสมเป็นหัวใจสำคัญในการยืดอายุแบตเตอรี่:

  • หลีกเลี่ยงการชาร์จเกิน: ถอดปลั๊กเมื่อแบตเตอรี่เต็ม 100%
  • รักษาอุณหภูมิ: หลีกเลี่ยงการใช้งานหรือเก็บแบตเตอรี่ในที่ที่มีอุณหภูมิสูง
  • รักษาระดับประจุที่เหมาะสม: ควรชาร์จแบตเตอรี่ให้อยู่ระหว่าง 20-80% เสมอ
  • ปรับเทียบแบตเตอรี่ (Calibrate): นานๆ ครั้งควรใช้งานแบตเตอรี่จนหมดแล้วชาร์จให้เต็ม เพื่อช่วยปรับเทียบค่าการแสดงผลของแบตเตอรี่
  • เปลี่ยนแบตเตอรี่ตามช่วงเวลา: แบตเตอรี่มีอายุจำกัด ควรพิจารณาเปลี่ยนแบตเตอรี่ทุก 2-3 ปีเพื่อรักษาประสิทธิภาพสูงสุด

9. สามารถใช้ที่ชาร์จอื่นกับแบตเตอรี่ได้หรือไม่?

โดยทั่วไปแล้ว ควรใช้ที่ชาร์จที่มาพร้อมกับอุปกรณ์หรือที่ออกแบบมาสำหรับแบตเตอรี่รุ่นนั้นๆ โดยเฉพาะ การใช้ที่ชาร์จที่แตกต่างกันอาจทำให้แบตเตอรี่หรือตัวอุปกรณ์เสียหายได้ เนื่องจากแบตเตอรี่แต่ละรุ่นมีข้อกำหนดด้านแรงดันและกระแสไฟฟ้าที่เฉพาะเจาะจง

หากจำเป็นต้องใช้ที่ชาร์จอื่น ให้ตรวจสอบให้แน่ใจว่าที่ชาร์จนั้นมีคุณสมบัติทางไฟฟ้าที่ตรงกับอุปกรณ์ และควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจากองค์กรที่น่าเชื่อถือ เช่น  RoHS, CE, UL, หรือ FCC

 

10. สามารถชาร์จแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเกินได้ไหม?

การชาร์จเกิน (Overcharging) เป็นปัญหาที่อันตรายและอาจนำไปสู่:

  • อายุการใช้งานสั้นลง: ทำให้ส่วนประกอบภายในแบตเตอรี่เสื่อมเร็ว
  • ภาวะ Thermal Runaway: ในกรณีที่ร้ายแรง การชาร์จเกินอาจทำให้แบตเตอรี่ร้อนจัดจนเกิดไฟไหม้หรือระเบิด
  • ประสิทธิภาพลดลง: ความจุและประสิทธิภาพโดยรวมของแบตเตอรี่จะลดลง

โชคดีที่อุปกรณ์และที่ชาร์จสมัยใหม่ส่วนใหญ่มีระบบป้องกันการชาร์จเกิน เมื่อแบตเตอรี่เต็ม ที่ชาร์จจะลดการจ่ายไฟลงหรือหยุดชาร์จโดยอัตโนมัติ

11. ควรจัดเก็บแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนอย่างไร?

การจัดเก็บที่ถูกต้องจะช่วยรักษาอายุและประสิทธิภาพของแบตเตอรี่:

  • อุณหภูมิที่เหมาะสม: ควรเก็บแบตเตอรี่ไว้ในอุณหภูมิห้อง ระหว่าง 15-25°C (59-77°F)
  • ระดับการชาร์จ: ควรจัดเก็บแบตเตอรี่ที่ระดับประจุประมาณ 40-50%
  • สถานที่: ควรเก็บไว้ในที่แห้งและเย็น ห่างจากแสงแดดและความชื้น
  • การจัดเก็บระยะยาว: หากต้องเก็บไว้นานเกินสองสามเดือน ควรตรวจสอบระดับประจุและชาร์จเพิ่มเพื่อให้คงอยู่ที่ 40-50%

12. สามารถใช้งานอุปกรณ์ขณะชาร์จแบตเตอรี่ได้หรือไม่?

สามารถทำได้ แต่มีข้อควรระวัง:

  • การใช้งานขณะชาร์จจะทำให้เกิดความร้อนเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็วขึ้น
  • โหมด "ชาร์จเร็ว" ในบางอุปกรณ์อาจไม่เหมาะกับการใช้งานขณะชาร์จ ควรตรวจสอบคู่มือการใช้งาน
  • การใช้งานอุปกรณ์ขณะชาร์จจะทำให้เวลาในการชาร์จช้าลง เนื่องจากอุปกรณ์ดึงพลังงานจากที่ชาร์จไปใช้งานด้วย

เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ควรชาร์จอุปกรณ์เมื่อไม่ได้ใช้งานหากเป็นไปได้

13. จะรู้ได้อย่างไรว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเต็มแล้ว?

อุปกรณ์สมัยใหม่ส่วนใหญ่จะมีตัวบ่งชี้การชาร์จในตัว ซึ่งสังเกตได้จาก:

  • ไอคอนแบตเตอรี่บนหน้าจอแสดงระดับ 100%
  • ไฟแสดงสถานะการชาร์จเปลี่ยนจากกระพริบเป็นติดค้าง
  • หน้าจออาจแสดงข้อความ "Charging Complete" หรือข้อความที่คล้ายกัน

14. แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ไม่ได้ใช้เป็นเวลานานยังสามารถใช้งานได้หรือไม่?

สามารถใช้งานได้ แต่ต้องคำนึงถึงบางสิ่ง:

  • ระดับประจุ: หากไม่ได้ใช้งานนานหลายเดือน ควรตรวจสอบระดับประจุก่อนใช้ เพราะแบตเตอรี่สามารถคายประจุเองได้
  • การเสื่อมสภาพ: แบตเตอรี่ที่เก็บไว้นานมากๆ (หนึ่งปีขึ้นไป) อาจสูญเสียความจุไปบ้าง ทำให้มีระยะเวลาการใช้งานสั้นลง
  • การชาร์จก่อนใช้: ควรชาร์จให้เต็มก่อนใช้งานอีกครั้ง หากแบตเตอรี่ไม่สามารถเก็บประจุได้แล้ว อาจถึงเวลาต้องเปลี่ยนใหม่

15. ควรเก็บแบตเตอรี่ลิเธียมไว้ในสภาพชาร์จเต็มหรือไม่?

ระดับประจุที่แนะนำสำหรับการจัดเก็บแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนคือประมาณ 40-50% ไม่ควรเก็บแบตเตอรี่ไว้ที่ 100% เพราะจะเร่งการเสื่อมสภาพตามธรรมชาติ

การเก็บแบตเตอรี่ที่ระดับ 40-50% จะทำให้แบตเตอรี่มีความเสถียรที่สุดและเกิดการสึกหรอน้อยที่สุด ในทางกลับกัน การเก็บที่ระดับ 100% จะสร้างความเครียดให้กับส่วนประกอบภายในและทำให้อายุการใช้งานสั้นลง การปล่อยให้แบตเตอรี่หมดเกลี้ยงก็ไม่ดีเช่นกัน เพราะอาจทำลายโครงสร้างภายในได้

การปฏิบัติตามหลักการใช้งานและการจัดเก็บเหล่านี้จะช่วยให้คุณสามารถยืดอายุและรักษาประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนในอุปกรณ์ของคุณได้อย่างสูงสุด

16. ค่า CDC คืออะไร และทำไมจึงสำคัญสำหรับแบตเตอรี่ไฟฉาย?

คำถามที่พบบ่อยสำหรับผู้ที่ต้องการเลือกซื้อแบตเตอรี่สำหรับไฟฉายแรงสูงคือ "ค่า CDC" หรือ Continuous Discharge Current (อัตราการจ่ายกระแสไฟต่อเนื่อง) คืออะไร และทำไมต้องให้ความสำคัญกับค่านี้ด้วย

ค่า CDC คือ ความสามารถสูงสุด ที่แบตเตอรี่สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องโดยที่แบตเตอรี่ไม่เกิดความร้อนสูงจนเป็นอันตราย หรือเกิดความเสียหายต่อเซลล์แบตเตอรี่เอง ค่านี้เป็นคุณสมบัติเฉพาะของแบตเตอรี่ที่ถูกกำหนดขึ้นจากปัจจัยทางเคมีและโครงสร้างภายใน ไม่ใช่ค่าที่สามารถคำนวณได้จากความจุ (mAh) หรือพลังงานรวม (Wh)

ดังนั้น วิธีเดียวที่จะทราบค่า CDC ที่แท้จริงของแบตเตอรี่คือ ดูจากข้อมูลที่ผู้ผลิตระบุไว้บนฉลากสินค้าหรือในเอกสารข้อมูลทางเทคนิค (datasheet) เท่านั้น

ทำไมค่า CDC จึงสำคัญ?

การเลือกแบตเตอรี่ที่มีค่า CDC ที่เหมาะสมถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ ไฟฉายแรงสูง (High-Lumen Flashlight) หรืออุปกรณ์ที่ต้องการกำลังไฟมากในระยะเวลาสั้นๆ เช่น ไฟฉายที่มีกำลังส่องสว่างหลายพันลูเมน (Lumen) ซึ่งต้องใช้พลังงานสูงเพื่อขับเคลื่อนหลอด LED

  • ป้องกันความเสียหาย: หากคุณใช้แบตเตอรี่ที่มีค่า CDC ต่ำกว่าที่ไฟฉายต้องการ แบตเตอรี่จะถูกใช้งานเกินขีดจำกัด ทำให้เกิดความร้อนสูงสะสม ซึ่งนอกจากจะทำให้อายุการใช้งานสั้นลงแล้ว ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตราย เช่น แบตเตอรี่บวมหรือเสียหายได้
  • ประสิทธิภาพสูงสุด: การใช้แบตเตอรี่ที่มีค่า CDC ที่ตรงหรือสูงกว่าความต้องการของไฟฉาย จะช่วยให้ไฟฉายสามารถดึงพลังงานออกมาได้อย่างเต็มที่ ทำให้แสงสว่างคงที่และไม่หรี่ลงเมื่อใช้งานในโหมดความสว่างสูงสุด

17. วิธีตรวจสอบและเลือกแบตเตอรี่ให้ถูกต้อง

  • ตรวจสอบความต้องการของไฟฉาย: ดูจากคู่มือหรือข้อมูลจำเพาะของไฟฉายว่าต้องการกระแสไฟกี่แอมป์ (A) เช่น 10A, 25A หรือสูงกว่านั้น
  • เลือกแบตเตอรี่ที่มีค่า CDC สูงกว่าหรือเท่ากับ: เมื่อทราบค่าที่ต้องการแล้ว ให้เลือกแบตเตอรี่ที่มีการระบุค่า CDC ที่สูงกว่าหรือเท่ากับค่าของไฟฉาย เช่น ถ้าไฟฉายต้องการ 10A คุณควรเลือกแบตเตอรี่ที่มีค่า CDC อย่างน้อย 10A หรือสูงกว่า (เช่น 20A)
  • ระวังแบตเตอรี่ปลอม: แบตเตอรี่คุณภาพต่ำหรือแบตเตอรี่ปลอมอาจระบุค่า CDC เกินจริง ดังนั้นควรเลือกซื้อแบตเตอรี่จากแบรนด์ที่น่าเชื่อถือและผู้จำหน่ายที่ได้รับการยอมรับเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

การทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างค่า mAh (ความจุ) และ CDC (ความสามารถในการจ่ายกระแส) จะช่วยให้คุณเลือกแบตเตอรี่ได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย แบตเตอรี่บางรุ่นอาจมีค่า mAh สูง แต่ค่า CDC ต่ำ ซึ่งเหมาะสำหรับอุปกรณ์ที่ใช้งานได้นานแต่ไม่ต้องการกระแสไฟสูง ในขณะที่บางรุ่นมีค่า CDC สูง แต่ค่า mAh อาจน้อยกว่าเล็กน้อย ซึ่งเหมาะสำหรับไฟฉายแรงสูงที่เน้นความสว่างสูงสุดเป็นหลัก

18. ค่า IR (ความต้านทานภายใน) คืออะไร และส่งผลต่อการจ่ายกระแสไฟอย่างไร?

นอกเหนือจากค่าความจุ (mAh) และความสามารถในการจ่ายกระแส (CDC) แล้ว อีกหนึ่งคุณสมบัติที่สำคัญของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนคือ ค่า IR (Internal Resistance) หรือ ความต้านทานภายใน ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้สำคัญที่สะท้อนถึง สุขภาพและประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ได้อย่างแม่นยำ

IR คืออะไร?

ความต้านทานภายใน คือค่าความต้านทานต่อการไหลของกระแสไฟฟ้าภายในตัวแบตเตอรี่เอง โดยในอุดมคติแล้วแบตเตอรี่ควรมีความต้านทานภายในเป็นศูนย์ แต่ในทางปฏิบัติ แบตเตอรี่ทุกลูกจะมีค่า IR อยู่เสมอเนื่องจากส่วนประกอบต่างๆ ไม่ได้เป็นตัวนำไฟฟ้าที่สมบูรณ์แบบ

IR เกิดจากอะไร?

ค่า IR ของแบตเตอรี่เกิดจากหลายปัจจัย ทั้งจากตัววัสดุและปัจจัยภายนอก:

  • ความต้านทานของสารเคมี: เกิดจากปฏิกิริยาทางเคมีภายในแบตเตอรี่ การเคลื่อนที่ของไอออน และความต้านทานของอิเล็กโทรไลต์
  • ความต้านทานของส่วนประกอบ: เกิดจากความต้านทานของวัสดุที่ใช้ทำขั้วไฟฟ้า (Anode/Cathode), ตัวเก็บกระแส (Current Collector) และการเชื่อมต่อต่างๆ
  • อายุการใช้งาน: เมื่อแบตเตอรี่มีอายุมากขึ้น ส่วนประกอบภายในจะเสื่อมสภาพ ทำให้ค่า IR สูงขึ้นตามไปด้วย
  • อุณหภูมิ: อุณหภูมิที่ต่ำหรือสูงเกินไปสามารถทำให้ค่า IR สูงขึ้นได้

IR ส่งผลต่อการจ่ายกระแสไฟอย่างไร?

ค่า IR มีผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงานของแบตเตอรี่:

  • การสูญเสียพลังงานในรูปความร้อน: เมื่อกระแสไฟไหลผ่านความต้านทานภายใน พลังงานส่วนหนึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นความร้อนตามกฎของโอห์ม () ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการสูญเสียพลังงานโดยเปล่าประโยชน์ แต่ยังทำให้อุณหภูมิของแบตเตอรี่สูงขึ้น ซึ่งเร่งการเสื่อมสภาพของแบตเตอรี่อีกด้วย
  • แรงดันไฟฟ้าตก (Voltage Drop): เมื่อมีการดึงกระแสไฟสูงๆ จากแบตเตอรี่ที่มีค่า IR สูง จะทำให้แรงดันไฟฟ้าของแบตเตอรี่ลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้อุปกรณ์ทำงานได้ไม่เต็มที่หรือหยุดทำงานไปเลย
  • ข้อจำกัดในการจ่ายกระแสสูง: แบตเตอรี่ที่มีค่า IR ต่ำจะสามารถจ่ายกระแสไฟสูงๆ ได้ดีกว่า ในทางกลับกัน แบตเตอรี่ที่มีค่า IR สูงจะไม่สามารถรองรับการจ่ายกระแสสูงๆ ได้

ดังนั้น ในการเลือกแบตเตอรี่สำหรับไฟฉายแรงสูง (High-Drain) นอกจากจะพิจารณาค่า CDC แล้ว การพิจารณาค่า IR ที่ต่ำ ยังเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยยืนยันถึงคุณภาพและประสิทธิภาพของแบตเตอรี่อีกด้วย

  • แบตเตอรี่ที่มีค่า IR ต่ำ: เปรียบได้กับ แท็งก์น้ำที่มีวาล์วใหม่และกว้าง น้ำสามารถไหลออกมาได้อย่างอิสระและรวดเร็ว เปรียบเหมือนแบตเตอรี่ที่สามารถ จ่ายกระแสไฟได้สูง โดยไม่มีการสูญเสียพลังงานมากนัก
  • แบตเตอรี่ที่มีค่า IR สูง: เปรียบได้กับ แท็งก์น้ำที่มีวาล์วเก่าเป็นสนิมและแคบ น้ำจะไหลออกมาได้อย่างช้าๆ และติดขัด ซึ่งเหมือนกับแบตเตอรี่ที่ไม่สามารถจ่ายกระแสไฟสูงได้ และมีการสูญเสียพลังงานส่วนหนึ่งไปในรูปของ ความร้อน เนื่องจากความต้านทานที่สูง

ภาพนี้ช่วยให้เห็นภาพได้ชัดเจนว่า ยิ่งค่า IR ต่ำเท่าไหร่ แบตเตอรี่ก็ยิ่งมีประสิทธิภาพในการจ่ายกระแสไฟได้ดีขึ้นเท่านั้น

19. การทดสอบค่า IR (ความต้านทานภายใน) ของแบตเตอรี่ด้วยตนเอง

แม้การทดสอบค่า IR อาจดูยุ่งยาก แต่คุณสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยเครื่องชาร์จอัจฉริยะที่มีฟังก์ชันนี้ ซึ่งมักมี 2 วิธีหลัก:

  • ทดสอบในช่องชาร์จ: แค่ใส่แบตเตอรี่ลงในเครื่องชาร์จ เครื่องก็จะทดสอบค่า IR โดยอัตโนมัติ
  • ทดสอบด้วยโพรบภายนอก: เป็นวิธีที่ให้ค่าแม่นยำสูงกว่า โดยการแตะปลายโพรบเข้ากับขั้วแบตเตอรี่ ซึ่งช่วยลดค่าความต้านทานที่เกิดจากสายโพรบ

จะเพิ่มความแม่นยำในการทดสอบได้อย่างไร?

  • สถานะแรงดันที่เหมาะสม: ควรทดสอบแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนในช่วงแรงดัน 3.6V - 3.8V
  • ทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่: เช็ดทำความสะอาดขั้วแบตเตอรี่ด้วยแอลกอฮอล์เพื่อป้องกันคราบสกปรกที่อาจรบกวนการวัด
  • ควบคุมอุณหภูมิ: ควรทดสอบในอุณหภูมิห้องประมาณ 20℃ - 25℃

แบตเตอรี่ที่มีสุขภาพดีควรมีค่า IR เท่าไหร่?

  • แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน: แบตเตอรี่คุณภาพดีควรมีค่า IR ต่ำกว่า 20mΩ
  • แบตเตอรี่ Ni-MH: ควรมีค่า IR ต่ำกว่า 50mΩ

การมีค่า IR สูงไม่ได้แปลว่าแบตเตอรี่เสียเสมอไป แต่อาจหมายถึงแบตเตอรี่นั้นไม่เหมาะกับการใช้งานที่ต้องใช้กระแสไฟสูง หากค่า IR สูงขึ้นมาก ควรพิจารณานำไปใช้กับอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานต่ำแทน

การทำความเข้าใจคุณสมบัติของแบตเตอรี่แต่ละประเภทอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะเป็นค่าความจุ ค่า CDC หรือค่า IR จะช่วยให้คุณเลือกแบตเตอรี่ที่เหมาะสมกับอุปกรณ์และยืดอายุการใช้งานให้คุ้มค่าที่สุด

 

 

Tags

Leave a comment

Leave a comment


Footer image

© 2025 Emergency Gear Backpack, Powered by Shopify

    • PayPal

    Login

    Forgot your password?

    Don't have an account yet?
    Create account